Haijai.com


ยิ่งหวานน้อย ยิ่งถอยห่างจาก “เบาหวาน”


 
เปิดอ่าน 1091

ยิ่งหวานน้อย ยิ่งถอยห่างจาก “เบาหวาน”

 

 

‘เบาหวาน’ เป็นชื่อโรคที่ดูไม่ค่อยน่ากลัวนักในสายตาของใครหลายๆ คน จวบจนกระทั่งมีคนในครอบครัวเป็น ถึงจะมารู้ว่าโรคนี้น่ากลัวมากกว่าที่คิด ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ “เด็ก” เป็นโรคเบาหวานเยอะมากกว่าแต่ก่อนที่มักจะพบในผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องด้วยเพราะ “เด็กอ้วน” มีจำนวนมากขึ้นนั่นเอง และด้วยเหตุนี้ สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ และ องค์การอนามัยโลก จึงได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันเบาหวานโลก” เพื่อให้ทุกคนตื่นตัวและตระหนักถึงภัยคุกคามที่ร้ายแรงของโรคเบาหวาน รวมทั้งการชะลอและวิธีป้องกันการเกิดโรคเบาหวานอีกด้วย

 

 

ซึ่งข้อมูลจากมูลนิธิหมอชาวบ้านกล่าวว่า ปัจจุบันโรคเบาหวานที่พบในเด็กและวัยรุ่น แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

 

 

1.เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน เบาหวานชนิดนี้พบบ่อยที่สุดในเด็กและวัยรุ่น เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นโรคเบาหวาน

 

 

2.เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน โรคเบาหวานชนิดนี้ร่างกายผลิตอินซูลินได้ แต่เซลล์ต่างๆ ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน (ดื้อต่ออินซูลิน) พบบ่อยในผู้ใหญ่และเด็กวัยรุ่นที่เป็นโรคอ้วน

 

 

ซึ่งแต่เดิมเบาหวานชนิดนี้จะเป็นโรคของผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป และสัมพันธ์กับโรคอ้วน เนื่องด้วยภาวะอ้วนไปทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน และอย่างที่รู้กันว่าปัจจุบันพบเด็กเป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น จึงทำให้พบเบาหวานชนิดนี้มากขึ้นทั้งในเด็กและวัยรุ่นเช่นกัน

 

 

อินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่นำน้ำตาลเข้าไปใช้ในเซลล์ ทำให้เกิดพลังงาน แต่ถ้าร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ เซลล์ต่างๆ ของร่างกายก็จะไม่สามารถนำน้ำตาลที่เกิดจากการกินอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว แป้ง ไปใช้เป็นพลังงานได้ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นโรคเบาหวานในที่สุด

 

 

เพราะ ‘หวาน’ จึงทำให้ ‘อ้วน’ นำไปสู่ ‘เบาหวาน’

 

‘หวาน’ ที่ว่านี้ก็คือ อาการติดรสหวาน ทั้งขนม นมหวาน น้ำอัดลม ขอให้บอกค่ะ จัดการฟาดเรียบทุกอย่างที่ขวางหน้า หรือแม้กระทั่งก๋วยเตี๋ยวก็ขอเติมน้ำตาลนิดนึง เพราะความหวานกินแล้วมันชื่นใจจัง อาการเหล่านี้แหละค่ะคืออาการติดรสหวาน ซึ่งผู้ใหญ่หลายๆ คนเป็นกัน แต่ถ้าหากเด็กเล็กๆ เกิดอาการติดหวานขึ้นมาบ้างล่ะคะอะไรจะเกิดขึ้น???

 

 

แน่นอนค่ะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ‘เด็กอ้วน’ และตามมาด้วย ‘โรคเบาหวาน’ ยังไงละคะ ซึ่งสาเหตุหลักๆ เลยก็คือ พฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องของเด็ก โดยได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อคุณแม่เอง เช่น เมื่อลูกไม่ยอมกินผักก็ตามใจ ลูกอยากกินขนมหวานก็ตามใจ จนท้ายที่สุดลูกก็กลายเป็นเด็กอ้วน แต่ในสายตาของคุณเองคือ ‘ลูกจ้ำม่ำ น่ารักดี’

 

 

สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลที่ผ่านมา พบว่าเด็กไทยทุกวัยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการบริโภคเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลเกินพอดี จากการสำรวจในปี 2547 โดย ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ และคณะ พบว่าเด็กไทยทุกวันนี้ดื่มเครื่องดื่มที่อุดมด้วยน้ำตาลล้นเกินอย่างน่าวิตก โดยเด็กอายุแรกเกิดถึง 3 ปี ดื่มนมรสหวานถึงร้อยละ 39.1 เด็กอายุ 3-5 ปี ดื่มนมเปรี้ยวซึ่งเป็นแหล่งน้ำตาลที่สูงมากถึงร้อยละ 62 ดื่มนมพร้อมดื่มรสหวานร้อยละ 34.4 และน้ำอัดลมร้อยละ 37

 

 

เช่นเดียวกับแพทย์หญิงอนุตรา โพธิกำจร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบต่อมไร้ท่อในเด็กกล่าวว่า เด็กที่อ้วนมักเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ทั้งการรับประทานอาหารผิดประเภท หรือการออกกำลังกายน้อย ผลเสียของความอ้วนก็คือ การเป็นโรคเบาหวาน ไขมัน (คอเลสเตอรอล) ในเลือดสูง และโรคความดันโลหิตสูง บางคนคิดว่าพอเด็กโตขึ้นก็หาย แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะจะติดนิสัยพอโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะอ้วน พออายุมากก็จะเป็นโรคเบาหวานและโรคความดัน

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ