Haijai.com


ความผิดปกติของโรคแอลดีในเด็ก


 
เปิดอ่าน 1961

หนูไม่ได้โง่ หนูแค่เป็นโรค “แอลดี” (โรคบกพร่องทางการเรียนรู้)

 

 

คูณพ่อคุณแม่หลายคนที่กำลังหนีความจริง แทนที่จะหาทางแก้ปัญหา แล้วมัวแต่นั่งร้องให้ทุกข์ใจ เพราะคิดว่าลูกน้อยเป็นโรคร้ายๆ โรคหนึ่งที่รักษาไม่หายที่มีชื่อว่า “แอลดี” (Learning Disabilities, LD) โปรดคิดเสียใหม่ เช็ดน้ำตาตัวเองเปลี่ยนมุมมอง ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ แล้วคุณจะพบว่าลูกน้อยของคุณมีจุดเด่นมากกว่าคนทั่วไปเสียอีก

 

 

เรามาทำความเข้าใจกันแบบชิลล์ๆ กัน ที่ว่าโรค แอลดี นี้คืออะไร โรคแอลดี หรือโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ไม่มีโรคแทรกซ้อนทางด้านร่างกาย แต่จะทำให้เกิดปัญหาในการพัฒนาการเรียนรู้เฉพาะด้าน เช่น การอ่าน การเขียน การคำนวณ ซึ่งพบกับเด็กตั้งแต่แรกเกิด และโชคร้ายที่ว่าเราไม่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคนี้ได้ตั้งแต่น้องอยู่ในครรภ์ เพราะโรคประเภทนี้จะตรวจพบได้ตั้งแต่ในครรภ์ก็จะมีเพียงดาวน์ซินโดรมเท่านั้น

 

 

รู้ได้อย่างไรว่าลูกน้อยเป็นโรค LD

 

สิ่งหนึ่งที่ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจ คือ โรคนี้เป็นโรคเกี่ยวกับสารเคมีในสมองเป็นความบกพร่องในการเรียนรู้ด้านต่างๆ ไม่สามารถหายขาดได้ แต่ความผิดปกติแต่ละด้านที่บกพร่องไป เราสามารถสอนลูกน้อยให้รู้จักหนทางการเรียนรู้แนวใหม่ได้ เหมือนกับการที่ลูกผูกเชือกร้องเท้าไม่ได้ ก็ไม่ควรบังคับให้เขาผูก เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไร เขาก็ทำไม่ได้ ควรสอนให้เขารู้วิธีว่า จะทำอย่างไรให้เพื่อนรักและเข้าใจ แล้วยอมผูกเชือกรองเท้าให้เขา

 

 

1.ความผิดปกติทางด้านการอ่าน

 

ผู้ปกครองอาจสังเกตได้ยาก หากไม่ให้ลูกๆ อ่านหนังสือให้ฟัง เพราะจะเป็นความผิดกติทางด้านการอ่านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือไม่ได้ สะกดคำผิด อ่านช้า เรียงลำดับอักษรผิด เป็นต้น

 

 

ความผิดปกติของโรค LD แบบนี้ ช่วยได้

 

การอ่านไม่ได้ไม่ใช่ปัญหา เพราะทางแก้เราก็แค่ใช้การฟังจากซีดี หรือจากที่คนอ่านให้ฟัง

 

 

2.ความผิดปกติทางด้านการเขียน

 

สังเกตได้จากเด็กจะเขียนไม่ได้ แต่สามารตอบปากเหล่าได้ เขียนช้ามาก เขียนตัวหนังสือกลับไปกลับมา หากต้องส่งการบ้านด้วยลายมือ ถึงทำทั้งวันก็ผิดทั้งหมด เขียนลอกตามเพื่อนก็ยังเขียนไม่ได้

 

 

ความผิดปกติของโรค LD แบบนี้ ช่วยได้

 

เขียนไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้การพิมพ์หรือการอักเสียงพูดในการสื่อสาร

 

 

3.ความผิดกติทางด้านการคำนวณ

 

เด็กจะไม่สามารถคิดเลขหรือคำนวณ ไม่ได้เลย สับสนตัวเลข ไม่เข้าใจในสัญลักษณะต่างๆ จับหลักการหรือสูตรการทำคำนวณไม่ได้ หรือแม้แต่การมองเห็นเลขสลับกัน

 

 

ความผิดปกติของโรค LD แบบนี้ ช่วยได้

 

ฝึกลูกให้ใช้เครื่องคิดเลขในการคำนวณสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น การจับจ่ายเงินในการซื้อของ การเดินทาง

 

 

สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมคือเขาไม่ได้โง่ ไม่ได้ขี้เกียจ เพราะเด็กเหล่านี้มีคำตอบอยู่ในหัวทั้งหมด รับรู้ทุกอย่าง แต่ไม่สามารถสื่อแสดงออกมาตามทักษะต่างๆ ได้เท่านั้น

 

 

การเรียนรู้ที่เหมาะสม สร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิต

 

แม้โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีวิธีในการสอนให้น้องๆ มีวิธีเรียนรู้และสื่อสารว่า “รู้” ใช้วิธีการที่เหมาะกับตัวเอง วางแผนการวัดผลโดยครูการศึกษาพิเศษและครูที่โรงเรียนที่จะต้องทำอย่างไรก็ได้ เพื่อวัดผลให้ว่าเขารู้ เขาไม่ได้โง่ จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้เต็มที่ อย่าทำอะไรก็ตามที่เป็นการดุด่า ตี เพราะเด็กอาจมีภาวะแทรกซ้อนทางด้านทางอารมณ์ และจิตใจ เด็กจะคิดว่าเขาทำไม่ได้ แกล้งเจ็บคอ ไม่สบาย ไม่ไปโรงเรียน เพราะไปก็กลัวโดนเพื่อนล้อทำให้อับอาย การเลือกโรงเรียนหรือครูที่มีความชำนาญด้านการศึกษาพิเศษ จะลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และสร้างความมั่นใจในการเรียนรู้ และใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น

 

 

การตรวจวินิจฉัยจะสามารถทำได้ด้วย การซักประวัติและการทำสอบโดยนักจิตวิทยาโดยใช้เครื่องมือในการทดสอบ สามารถทำได้เมื่ออายุ 6 ขวบขึ้นไป แต่คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มสังเกตได้ตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ

 

 

โรคแอลดี กับ โรคสมาธิสั้น ต่างกันอย่างไร

 

โรคแอลดีเป็นความบกพร่องของการเรียนรู้เฉพาะด้าน การอ่าน การเขียน การคำนวณ สมาธิสั้นเป็นเรื่องของการรับรู้สิ่งแวดล้อมโดยรวม ภาวะของคนที่เป็นสมาธิสั้น มี 2 แบบ คือ ซน และ ไม่ซน และ 2 โรคนี้พบร่วมกันได้ แต่เป็นละเรื่องกันและอาจจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

 

 

 สมาธิสั้นแบบไม่ซน เด็กกลุ่มนี้จะขาดหน่วยคัดกรองสิ่งเร้า หรือขาดระบบประสาทที่จัดลำดับความสำคัญสิ่งเร้า เช่น หากไปร้านอาหารที่เสียงดังกับเพื่อน มีเสียงหมาเห่าขึ้นมา เสียงคนคุยกัน เสียงกระทะ เด็กกลุ่มนี้จะตั้งใจฟังเพื่อนคุยกันไม่ได้ เพราะทุกสิ่งเร้าที่เข้ามามีความน่าสนใจเท่ากันหมด ไม่สามารถจดจ่อกับเรื่องสำคัญที่สุดตรงหน้าได้ เด็กจะดูเหม่อๆ ทำอะไรช้าๆ

 

 

 สมาธิสั้นแบบซน มีทั้งเรื่องขาดหน่วยกรองสิ่งเร้าและซนด้วย หากสิ่งแวดล้อมมีอะไรน่าตื่นเต้นเข้ามาเด็กมักเข้าไปจับ ไปดูไม่ระวังอันตราย มักได้แผลตั้งแต่เล็กๆ ขาดทั้งสมาธิ อยู่ไม่นิ่ง และหุนหันพลันแล่น เช่น ชอบพูดแทรก รออะไรไม่ได้ เข้าแถวก็จะแซง ไม่ค่อยมีสติในการยั้งตัวเอง ถ้าไม่ซน ก็อาจจะวิ่งหรือนั่งเขย่าขา

 

 

จุดเด่นของกลุ่มเด็กสมาธิสั้นก็คือ หากเป็นเรื่องที่เขาชอบ เขาสนใจ เขาจะสมาธิที่ดี ส่วนใหญ่สมาธิสั้นจะประสบปัญหามากช่วงอนุบาลจนมัธยมศึกษาตอนต้น ฉะนั้นการเลือกเรียนให้ถูกทาง เลือกทางที่ชอบที่ถนัด ก็จะมีสมาธิมากกว่าเดิม และเป็นที่น่ายินดีที่กลุ่มเด็กสมาธิสั้นมียาบรรเทา แต่ยาเปรียบเหมือนแว่นตาคนสายตาสั้นเท่านั้น ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เช่นเดียวกับโรคแอลดี

 

 

กลัวทำไมซุปตาร์คนดังเขาก็เป็นโรคแอลดี

 

เนื่องจากโรคแอลดีจะเกิดกับใครก็ได้ แถมไม่มีการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ดาราซุปตาร์ก็มีโอกาสเป็นได้เหมือนกัน ทั้ง อัลเบิร์ด ไอน์สไตน์ ที่ไม่ยอมพูดจนถึงอายุ 4 ขวบ แถม 7 ขวบ ก็โดนไล่ออกจากโรงเรียน, ลีโอนาโด ดาวินชี่, โทมัส อัลวา เอดิสัน, สตีฟ จ็อบส์ ที่ถนัดในการใช้คอมในการเขียนมากกว่า, ริชาร์ด แบรนด์สัน, เคียร่า ไนท์ลีย์, ทอม ครูซ ที่อ่านบทเองไม่ได้ ต้องมีคนอ่านบทให้ฟัง จะสังเกตเห็นได้ว่าคนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นลูกจ้างเท่าไรนัก เพราะทำตามกฎเกณฑ์ไม่ค่อยได้ แต่หากได้รับการดูแลและส่งเสริมให้สามารถเรียนรู้ในทางที่ถูกต้อง ความบกพร่องทางการเรียนรู้ก็จะหมดไป และสามารถดำเนินชีวิตได้เหมือนผู้อื่น

 

 

ถึงจะมีจุดอ่อนก็ยังมีจุดแกร่ง

 

จุดเด่นของผู้ที่เป็นโรคแอลดี คือ สามารถประมวลภาพใหญ่ได้เก่ง ในขณะคนที่จบด็อกเตอร์อาจจะคิดไม่ได้ด้วยซ้ำ ทำอย่างไรก็ได้ ที่จะไม่ขัดขวางกระบวนการเรียนรู้ของเขา แล้วจุดเด่นที่ดีจะตามมาได้เอง

 

 

ควรปฏิบัติต่อเด็ก LD อย่างไร

 

1.ควรรู้ว่าโลกนี้ก็มีโรคแบบนี้อยู่ และหากสงสัยควรหาสาเหตุให้เจอว่าเป็นโรคนี้จริงหรือไม่อย่างไร เพื่อจะได้ไม่ต่อว่าเด็ก ทำโทษ หรือปิดกั้นการเรียนรู้ตั้งแต่ยังเล็ก

 

 

2.ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ความผิดของใคร

 

 

3.ไม่ตามใจมากจนเกินไป เช่น ทำการบ้านให้

 

 

4.ควรประคับประคองให้เขาเรียนรู้ในวิธีของเขา

 

 

5.ช่วยเด็กหาจุดเด่นลบจุดด้อย เช่น จัดเวลาให้เด็กทำกิจกรรมต่างๆ ที่ชอบ

 

 

6.อย่าพยายามบังคับเขาให้เขาทำในสิ่งที่ทำไม่ได้

 

 

7.ไม่พยายามบังคับเขาให้เขาทำในสิ่งที่ทำไม่ได้

 

 

8.ชื่นชมในความพยายามของเขามากกว่าชื่นชมในผลลัพธ์

 

 

9.ไม่เปรียบเทียบเด็ก

 

 

10.หาแบบอย่างคนที่ประสบความสำเร็จ ที่เป็นโรคแอลดีเหมือนกัน โดยเฉพาะกับคนที่เขาชื่นชอบ

 

 

นักเรียนเป็นโรคแอลดีต้องทำอย่างไร

 

 ศึกษาหาข้อมูลโรคให้มากที่สุด เพื่อใช้การสังเกต และเทคนิคในการสอน

 

 

 รู้จักวิธีการวัดผลที่เหมาะสมกับปัญหาทางด้านพัฒนาการ

 

 

 ประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง

 

 

 เรียนรู้วิธีการที่หลากหลายเพื่อใช้ในการวัดผล

 

 

 คุยกับครูการศึกษาพิเศษ โดยเฉพาะในการสอน

 

 

โรคแอลดีไม่เกี่ยวกับไอคิวนะ

 

คุณพ่อคุณแม่ที่กังวลว่าลูกจะมีไอคิวอีคิวน้อยกว่าคนอื่นหรือไม่ ขอบอกว่า โรคแอลดีและไอคิวเป็นคนละส่วนกัน หากให้เด็กวัดผลไอคิว ผลทดสอบก็จะขึ้นอยู่เขาตามปกติ แต่หากวัดเรื่องความสามารถทางการเรียนรู้ อาจพบว่าความสามารถเท่าเด็กประถม 1

 

 

แพทย์หญิงกมลชนก เหล่าชัยศรี

จิตเวชเด็กและวัยรุ่น

โรงพยาบาลนารมย์

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ