Haijai.com


เตรียมให้พร้อมสู่วัยเรียน


 
เปิดอ่าน 689
 

เตรียมให้พร้อมสู่วัยเรียน

 

 

ถามแม่ กำลังวางแผนที่จะให้ลูกสาวอายุ 2.3 ปีเข้าโรงเรียนในเทอมนี้  แต่อากง อาม้าไม่เห็นด้วย บอกว่าให้อยู่บ้านไปก่อนเพราะยังเล็ก แต่ดิฉันก็อยากให้ลูกไปมีเพื่อนๆ บ้างเพราะกลางวันดิฉันกับสามีก็ไปทำงาน ลูกอยู่กับผู้ใหญ่ไม่ทราบว่าเด็กวัยนี้สมควรเข้าโรงเรียนหรือยังคะ

 

 

แม่ตอบ เด็กวัยสองขวบกว่าถือว่าเป็นวัยที่กำลังสนุกกับการเรียนรู้ทุกอย่างจากสิ่งรอบตัว  อยากแสดงศักยภาพให้คนรอบข้างได้เห็นความเก่งของเขา อยากเป็นที่ยอมรับ  ช่างพูด ลูกเล่นเยอะ กำลังน่ารักเลยค่ะ ไม่แปลกที่อากง อาม่าและป้าไม่อยากให้ไปไหนไกลหูไกลตา น้องโชคดีมากค่ะที่มีผู้ใหญ่ห้อมล้อมช่วยกันอบรมเลี้ยงดูและเป็นเพื่อนเล่นในวัยสำคัญของชีวิต  ต่างจากครอบครัวเดี่ยวที่เด็กต้องอยู่กับพี่เลี้ยง  อันนั้นคงไม่ต้องรีรอหรือสองจิตสองใจเหมือนคุณแม่ค่ะ  จริงๆ ถ้าเราตกลงแนวทางเลี้ยงดูอย่างถูกวิธีกันได้  ส่งเสริมให้รู้จักการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน ฝึกให้เขานั่งทานข้าวเอง หรือบอกความต้องการของตนเองได้  เช่น หนูหิวน้ำค่ะ ผมปวดปัสสาวะครับ พูดคุยสื่อสาร  อ่านนิทานให้ลูกฟัง ฝึกวินัยเล็กๆ น้อยๆ เล่นแล้วให้เก็บนะ หรือพาออกไปเล่นกับเพื่อนข้างบ้าน ให้เขาเรียนรู้วิธีการเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน  แทนการปล่อยให้ลูกอยู่หน้าจอโทรทัศน์เป็นเวลานานๆ และอีกเรื่องที่สำคัญ คือ อย่าตามใจเด็กนะคะ เพราะจะกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง จะเอาอะไรต้องได้เดี๋ยวนี้ เพราะหนูเคยได้มาโดยตลอด จึงต้องสอนด้วยเหตุและผล ไม่จำเป็นต้องให้ทุกครั้งไป  เท่านี้ก็ทำให้ลูกเรามีพัฒนาการที่ดีได้เหมือนกัน  หากทำได้อย่างนี้แล้วครูอั๋นว่าให้ลูกอยู่บ้านเพื่อเตรียมความพร้อมอีกหน่อยน่าจะดีกว่าค่ะ

 

 

ตรงกันข้ามหากไม่เป็นเช่นนั้น  ก็อาจจะต้องมองหาโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กใกล้บ้านที่มีสภาพแวดล้อมดี ใกล้ชิดธรรมชาติ ปลอดภัย บุคลากรเอาใจใส่และรักเด็ก  ควรให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นเพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดและปลูกฝังการรักเรียนเพราะถ้าลูกเรียนอย่างสนุกมีความสุขเขาก็อยากจะไปโรงเรียน พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็พลอยสบายใจ จากงานวิจัยบอกไว้ชัดเจนว่าเด็กที่เข้าเรียนเนอสเซอรี่ก่อนจะมีความพร้อมด้านการปรับตัวในสังคม  ความมีระเบียบปฏิบัติในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือตัวเองได้เร็วกว่าเด็กที่เข้าช้าค่ะ  ส่วนเรื่องสุขภาพนี่สำคัญมากสำหรับเด็กวัยนี้ เพราะถ้าลูกเจ็บป่วยบ่อยก็ส่งผลต่อพัฒนาการหลายด้าน  แน่นอนว่าเมื่อลูกเริ่มไปโรงเรียนโอกาสของการเจ็บป่วยก็ต้องมีตามมาชนิดที่ปฏิเสธไม่ได้ลยล่ะค่ะ ฉะนั้นเพื่อให้ลูกมีความเสี่ยงกับการติดเชื้อน้อยลงลองมองหาโรงเรียนที่ห้องเรียนและห้องนอนเปิดโล่งรับอากาศน่าจะดีที่สุดสำหรับเด็กวัยนี้ค่ะ

 

 

โรงเรียนแห่งที่สองในชีวิตลูกรองจากบ้านก็ควรจะเป็นบ้านหลังที่สอง  ที่เมื่อลูกไปแล้วรู้สึกอบอุ่นมั่นคงไว้วางใจและประทับใจที่สุดค่ะ จึงจำเป็นต้องมีครูที่เข้าใจในธรรมชาติและพัฒนาการของเด็ก มองเห็นความงามในความแตกต่างของเด็กแต่ละคน เหมือนที่เรารักลูกเราในแบบที่เขาเป็นนั่นแหละค่ะ  ปัจจุบันมีโรงเรียนดีๆ ให้ผู้ปกครองเลือกมากมาย  คงไม่ยากนักที่จะหา หากเราและลูกลองเข้าไปสัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ในโรงเรียนที่จะเลือกให้ลูกด้วยตัวของเราเอง...เรื่องราวที่ครูอั๋นเล่าให้ฟังน่าจะพอเป็นข้อมูลให้คุณแม่ตัดสินใจได้บ้างนะคะ เพราะปัญหาของคุณแม่เป็นปัญหายอดนิยมที่เกิดขึ้นในสังคมยุคปัจจุบัน  แม้กระทั่งตัวครูอั๋นและลูกชายเองก็เคยผ่านประสบการณ์เดียวกันนี้มาแล้ว

 

 

ลองดูนะคะขอให้โชคดีค่ะ

 

 

“ครูอั๋น อันธิกา  ภูวภิรมย์ขวัญ” คุณแม่ของลูกชาย

ผู้อำนวยการโรงเรียนช้างเผือก

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ